....ถึงพี่แจ้....

Moderator: สมาชิกหนุ่ม11, Webmaster

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย kanok » เสาร์ 06เม.ย.2013 21:20

ใครรู้บ้างว่าพี่แจ้เปลี่ยนชื่อนามสกุลเป็นอะไร พี่ต้อรู้ไหมช่วยบอกหน่อย
kanok
Moderater
Moderater
 
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 04พ.ค.2011 11:05

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย kanok » จันทร์ 08เม.ย.2013 20:18

ยุติธรรม-ปรองดอง-ประชาธิปไตยของประเทศไทย โดย เปลว สีเงิน
คนไทยเสียเปรียบใครก็ได้ทั้งนั้น ยกเว้นกับประเทศชาติตัวเอง ดังนั้น วันหยุดเทศกาลไหนตรงกับเสาร์-อาทิตย์ ก็ต้องมีวัน "หยุดชดเชย" ให้ ตามหลักการ "เอาเปรียบประเทศชาติได้ แต่จะไม่ยอมให้ประเทศชาติเอาเปรียบ"
ดังนั้น วันนี้..วันจันทร์ (๘ เม.ย.) จึงหยุดชดเชย เพราะ "วันจักรี" ตรงกับเสาร์ เพื่อผมจะไม่เสียเปรียบ ก็จะหยุดเขียน แต่จะนำปาฐกถาเรื่อง "ความปรองดอง ความยุติธรรม และประชาธิปไตย" ของประธานศาลรัฐธรรมนูญ "ท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์" ที่ธรรมศาสตร์ เมื่อ ๕ เม.ย.ในวาระครบรอบชาตกาล ๑๐๖ ปี "ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์" มาให้อ่านกัน
ฮอต-ฮิต-ติดชาร์ต มากครับ ขอลอกจาก "สำนักข่าวอิศรา" บางช่วง-บางตอน เท่าที่เนื้อที่ตรงนี้จะอำนวย เริ่มความในปาฐกถาเลยนะครับ
.........ที่ผ่านมานักการเมืองชอบพูดกันมากว่า "คืนอำนาจให้ประชาชน" หากพูดอย่างนั้นแปลว่า..."แกเอาอำนาจฉันไปใช้ตั้งนาน มาคืนอำนาจให้ฉันตัดสินใจแป๊บเดียว แต่ความจริงแล้ว ประชาชนเขามอบหมายให้ไปทำหน้าที่ ไม่ต้องเอามาคืนเขา เพราะอำนาจเป็นของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่รับในกติกากันว่า ผู้ที่ได้รับเสียงข้างมาก เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลประเทศ และดูแลภายใต้กฎกติกา ไม่ใช่ดูแลตามอำเภอใจ"
การชนะเลือกตั้ง ถือว่าได้รับมอบหมายจากประชาชนส่วนใหญ่ให้ดูแลประเทศ ไม่ใช่ได้รับใบอนุญาตให้ "ยึดสัมปทานของประเทศ" เพราะการบริหารประเทศไม่ใช่การบริหารธุรกิจเอกชน ............
"ผมใช้เวลาเมื่อปีที่แล้วทั้งปี เมื่อว่างจากงานที่มีแรงกดดันสูงทั้งหลาย ทำโครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนในหลายพื้นที่ แม้กระทั่งดินแดนที่ดูเหมือนจะเป็นอันตราย คือจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดมุกดาหาร แต่มีคนที่มาฟังเกินเป้าหมายที่คาดคิดไว้ แม้แรกเริ่มจะมีแววตาไม่ค่อยเป็นมิตร แต่หลังจากได้พูดคุย ตอบคำถามกัน หน้าตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้น แปลว่าความเป็นมิตรเกิดจากการได้เสวนา ได้สัมผัส พูดจา ซักถามกัน"
ผมได้ตั้งคำถามว่า...เสียงข้างมากทำผิดกฎหมายได้หรือไม่? คำตอบแรกคือ..ได้ ถามต่อว่า...ถ้าชนะและได้เสียงข้างมากแล้ว ฆ่าคน ผิดไหม? ผู้ฟังเริ่มงง และตอบว่า...น่าจะผิด
ผมจึงถามต่ออีกว่า...ถ้าชนะได้เสียงข้างมาก แล้วออกกฎหมายเก็บภาษีเฉพาะเสียงข้างน้อย โดยที่ตนไม่ต้องเสียภาษีได้ไหม? ผู้ฟังตอบว่า...งั้นไม่ได้แน่นอน!!
หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์เยอรมัน อย่างฮิตเลอร์ ได้เป็นผู้นำประเทศเยอรมัน ไม่ได้มาจากการยึดอำนาจ แต่มาจากการเลือกตั้ง แล้วสมัครพรรคพวกมาได้เสียงข้างมากในสภา จากนั้นก็แก้ไขกฎกติกา แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง ในที่สุด...ผู้นำและเสียงข้างมากเหล่านั้น ก็นำพาประเทศเยอรมันไปสู่หายนะ
นั่นคือตัวอย่างของผู้นำ "ที่มาจากเสียงข้างมาก"!
เยอรมันมีบทเรียนราคาสูง จึงมีศาลรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจมาก ไม่ต้องมีใครยื่นคำร้อง ไม่ต้องเถียงว่ารับคำร้องได้หรือไม่ แต่ถ้าเห็นว่าฝ่ายบริหารกำลังจะละเมิดรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันสามารถตั้งเรื่องเอง แล้วเรียกฝ่ายบริหารมาไต่สวนได้ และถ้าเห็นไม่ชอบมาพากลก็ออกคำสั่งห้ามได้
อีกทั้งมีบทบัญญัติว่าด้วยการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ให้สิทธิแก่ประชาชนในการที่จะช่วยดูแลเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้อยู่ในร่องในรอย ซึ่งรัฐธรรมนูญของไทยลอกมา ในมาตรา ๖๓ ในปี ๒๕๔๐ แล้วพัฒนามาเป็นมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ที่เป็นปัญหาไม่ถูกใจในขณะนี้
"ของเยอรมันเขาให้เป็นสิทธิของประชาชนที่จะดูแลกฎหมายรัฐธรรมนูญของเขา เราไปเอาของเขามา แต่เอามาไม่หมด"...............ฯลฯ
"ประชาธิปไตย" ต้องยอมรับในเสียงข้างมาก ให้เกียรติเสียงข้างน้อย ฟังเหตุผล บางครั้งจำเป็นต้องเอาเหตุผลของเสียงข้างน้อยมาบรรจุไว้ในบางประเด็น ฉะนั้น ประชาธิปไตยไม่ใช่เอาเสียงข้างมากมาเป็นเกณฑ์ ต้องดูด้วยว่าเป็นไปตามกฎ กติกา มารยาทเพียงใด
ผู้คุมกฎ กติกา จึงไม่ใช่คู่กรณี แต่ต้องมาจากองค์กรอื่น เพราะถ้าทำเอง ตัดสินเอง ท่านก็ถูกอย่างเดียว ไม่มีอะไรผิดพลาด ส่วนผู้ทำหน้าที่ตัดสิน คือคนที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไร ซึ่งองค์กรที่ทำหน้าที่ตัดสินคือ "องค์กรตุลาการ" ที่ขณะนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า "องค์กรตุลาการไม่ได้มีจุดยึดโยงกับประชาชน" ทั้งๆ ที่เป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ อันเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย
ถามตรงๆ ให้เลือกตั้งผู้พิพากษาเลยไหม?...ก็ไม่ได้ เพราะหัวคะแนนจะชนะคดีหมดทุกเรื่อง ตีกบาลใครก็ไม่ติดคุก และเห็นว่า มีไอเดียให้ประธานศาลฎีกาต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ อย่างนั้นหากมีการแต่งตั้งประธานศาลฎีกาไปให้ ไม่ถูกใจนักการเมือง ก็ไม่เห็นชอบ ฉะนั้น ใครอยากเป็นประธานศาลฎีกา ก็โปรดทำตัวเป็นสมุนนักการเมือง แล้วจะได้ดี
ถามว่า...ต้องการอย่างนั้นหรือไม่ ?
......ผมอยากจะพูดถึง "ระบบของความยุติธรรม" ว่ามันเกี่ยวโยงกันในระบบอุปถัมภ์หรือไม่?
องค์กรตุลาการ ยึดโยงกับประชาชนตามกฎหมายที่ผู้แทนราษฎรวางโครงสร้างให้ศาล ผู้พิพากษา และตุลาการจึงอยู่อย่างนี้ตามกฎหมาย เช่น ระเบียบราชการฝ่ายศาลยุติธรรม ก็เป็นไปตามกฎหมายที่สภาฯ เป็นผู้ออก
สำหรับสังคมไทยในระบบอุปถัมภ์ มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย การรู้ถึงและตอบแทนบุญคุณคนเป็นเรื่องดี แต่ถ้าตอบแทนกันหมด ใครแต่งตั้งให้ตำแหน่งก็ตอบแทนคนนั้น สิ่งนี้ต้องแยกกันให้ออก
ผมเคยโต้เถียงกับอดีตผู้บังคับบัญชาที่เป็นที่เคารพนับถือถึงกรณีนี้ โดยผมเห็นว่า การที่ท่านสนับสนุนผู้ใต้บังคับบัญชา ถือเป็นหน้าที่ที่ท่านต้องสนับสนุนผู้ที่มีความรู้ความสามารถให้เข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่ ไม่ได้ก่อให้เกิดบุญคุณ และผมก็ไม่ถือเป็นบุญคุณ ท่านมีบุญคุณกับผมข้อเดียว คือ "ให้ผมได้ทำงาน" และมีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถในตำแหน่งหน้าที่เหล่านี้ได้ ซึ่งผมไม่เคยลืม
ฉะนั้น จึง "ไม่มีวันนี้เพราะพี่ให้" เพราะถ้ามีวันนี้เพราะพี่ให้ แปลว่า ถ้าพี่ไม่ให้ คุณก็ไม่ได้เป็น คุณไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะได้รับตำแหน่งนี้ ถ้าพี่ไม่ให้!!
ระบบอุปถัมภ์ที่มีมากจนสามารถไว้ใจได้หรือ ที่จะให้ "องค์กรกลาง" ที่ทำหน้าที่ตัดสินมาจากระบบที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การเลือกตั้ง?
..........สำหรับศาลปกครองสูงสุด ต้องเป็นอิสระจากการแทรกแซงของอำนาจภายนอก แต่ตรวจสอบกันเองภายในองค์อำนาจนั้น ส่วนองค์กรภายนอกมีอำนาจตรวจสอบ แต่ไม่มีอำนาจแทรกแซง จึงมีเสียงครหานินทาอยู่เสมอว่า ตัดสินตามใบสั่ง!!
............เมื่อเป็นองค์กรตุลาการ เป็นศาล สิ่งสำคัญต้องมีหลักปฏิบัติ ต้องเคารพเสียงข้างมาก ต้องยึดถือแนวปฏิบัติ เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะถูกกล่าวหาว่า ๒ มาตรฐาน ซึ่งเป็นคำที่พูดกันเกร่อมาก ทั้งที่คนพูดยังไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร ซึ่งหากตีความอย่างนั้น ศาลอาญาก็ ๒ มาตรฐาน เพราะมีคดีฆ่าคนเต็มไปหมด ที่บางเรื่องก็ยกฟ้อง บางเรื่องก็ลงโทษ บางเรื่องประหารชีวิต บางเรื่องจำคุกตลอดชีวิต บางเรื่องจำคุก ๑๕ ปี เพราะแต่ละเรื่องข้อเท็จจริงในแต่ละคดีไม่เหมือนกัน
คำว่า ๒ มาตรฐาน จึงหมายความว่า"เรื่องเหมือนกันทุกอย่าง แต่ปฏิบัติหรือตัดสินไม่ตรงกัน"!
วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องพ้นสภาพ ส.ส.ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ คนเสื้อแดงก็ไปล้อมศาลว่า ๒ มาตรฐาน ทั้งที่ตั้งแต่เปิดศาลรัฐธรรมนูญมา เพิ่งเคยตัดสินคดีนี้เรื่องแรก หากเป็นคนละข้อหา คนละกฎหมาย จะใช้ ๒ มาตรฐานไม่ได้
นี่คือความไม่รู้เรื่อง!
.........สำหรับเรื่องปรองดอง จะเกิดการปรองดองได้ต้องรู้สมมติฐานของความแตกแยกก่อน ต้องแก้ที่สมมติฐานของความแตกแยก ซึ่งเป็นเหตุของปัญหา
ถามว่า บ้านเมืองเราแตกแยกตั้งแต่เมื่อไหร่ หลายคนบอกว่าตั้งแต่ยึดอำนาจ ๒๕๔๙ แต่ผมว่าเริ่มมาก่อนนั้น เท่าที่ทบทวนดู ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ มีรายการช่อง ๙ คือ รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ตอนหลังกลายเป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ สัญจรไปตามที่ต่างๆ พอเดือนมกราคม ๒๕๔๙ มีการออก พ.ร.บ.กิจการโทรคมนาคม ๒๕๔๙ ที่เปลี่ยนแปลงให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมต่างด้าวถือหุ้นได้เป็น ๔๙% จากเดิม ๒๕% ตามกฎหมายเก่า
กระทั่งมีการขายหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้บริษัทเทมาเส็กของสิงคโปร์ ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท จึงมีข้อโต้แย้งว่าต้องเสียภาษีเพียงใดหรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงเสียเพียงภาษีมูลค่าเพิ่ม ๗% เท่านั้น ในช่วงนั้นคนเริ่มแสดงความไม่พอใจและมีการโต้เถียง โจมตีมากขึ้น รวมถึงการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เป็นความไม่พอใจหนึ่ง กระทั่งมีการยุบสภาฯ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
เมื่อจัดการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ฝ่ายค้านก็คว่ำบาตรการเลือกตั้ง บางพื้นที่แข่งขันเป็นของฝ่ายตรงข้าม จึงมีการดึงผู้สมัครมาลงหลายจุด และ กกต.ก็ตีความให้สมัครได้ จนมีปัญหาและเกิดช่องว่าง เกิดสุญญากาศขึ้น มีการฟ้องร้อง กกต.จนถูกศาลสั่งให้จำคุก เริ่มเห็นความขัดแย้งประปราย มีทั้งคนเชียร์และต่อต้าน ในที่สุดตำแหน่ง กกต.ก็ว่าง จนได้ กกต.ชุดใหม่จนถึงปัจจุบัน ในปี ๒๕๕๐ เริ่มมีการชุมนุมของกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า นปก.และเริ่มมีความขัดแย้งเต็มที่
ทีนี้จะปรองดองกันอย่างไร ต้องถามว่าทั้ง ๒ ฝ่ายคิดจะปรองดองกันจริงหรือเปล่า ที่ว่าอำมาตย์ ว่าไพร่ หรือแค่การอ้างเหตุมาเพื่อโยงใยถึงคนอื่น จนสร้างความแตกแยกมากขึ้น ถามว่าจริงจังจะปรองดองกันไหม?
.............อีกต้นเหตุของความแตกแยกที่ทวีความรุนแรงขึ้นคือ "สื่อ" ที่ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างมี "สื่อดาวเทียม" ต่างปลุกระดม มอมเมาคนตัวเอง ไม่ได้พูดความจริงกันเต็ม ๑๐๐% และมีการส่งข้อความเข้ามาด่า พิธีกรในรายการก็พูดจาหยาบคาย ค่อนข้างน่าสมเพช สื่อนี่แหละที่เป็นส่วนหนึ่งของความแตกแยก ถือหางกันจนไม่ลืมหูลืมตา ถ้าสื่อต้องการเห็นความปรองดอง ต้องลดความรุนแรงลง.....ฯลฯ
ผมภาวนาให้คู่ขัดแย้งหันหน้ามาพูดคุยกัน โดยผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ แต่ไม่แน่ใจว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจจะปรองดองกันได้จริงๆ มั้ย ผมอยากให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เลิกทะเลาะกันเถิดครับ ลดข้อเรียกร้อง ลดความต้องการลงบ้างจึงจะลงเอยกันได้
kanok
Moderater
Moderater
 
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 04พ.ค.2011 11:05

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย sunai » อังคาร 09เม.ย.2013 20:39

พูดถึงความปองดองแล้วก็อดแสดงความคิดเห็นไม่ได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ทรงดำรัสว่าให้คนไทยรู้รัก สามัคคี นั้นความหมายคือ รู้รัก คือรู้จักการให้เกียรติกันและสามัคคีคือ รู้จักให้อภัยกัน ทำเท่านี้ก็จะไรซึ่งปัญหาต่างๆแต่ก็แปลกคนไทยทำไม่ได้ นี่คงจะเป็นเวรกรรมของคนไทยหรืออย่างไร เวรกรรมนี้เพราะเราคนไทยไม่นำพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ มาไว้ในจิตใจ เราคงลืมไปแล้วว่าเราเป็นชาวพุทธ กิจวัตรชองชาวพุทธเป็นอย่างไร เราลืมหมดแล้ว บาป บุญ คุณและโทษ ไม่รู้ ไม่เข้าใจและที่สำคัญคือไม่เชื่อและไม่ศัทธาแล้ว นี่แหละคือกรรมของคนไทย แต่ก็ยังไม่สายถ้าเราจะรีบกลับมาปฎิบัติ กิจวัตรของชาวพุทธที่เราเคยทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย คือสวดมนต์ ตักบาตร กราบพระ ทำบุญ และเคารพพ่อแม่อีกทั้งผู้มีพระคุณเท่านี้ เคราะห์กรรมทั้งหลายก็จะหายไป การรู้จัก การให้เกียรติและให้อภัยก็จะกลับคืนมาดังนี้แล---สาธุ
sunai
Moderater
Moderater
 
โพสต์: 234
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 11พ.ค.2011 23:57

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย kanok » อังคาร 09เม.ย.2013 21:34

วันนี้คุยกับพี่ป๋อง(สุนัย)เห็นด้วยกับรถไฟความเร็วสูงที่รัฐบาลอยากมี แต่ผมขอแค่รางคู่และพัฒนาตู้โดยสาร หัวรถจักร การบริการ ความสะอาด และการตรงต่อเวลา ทำให้ได้ก่อนแล้วค่อยๆพัฒนาไปไม่ดีกว่าหรือ ปัญหาของการรถไฟในปัจจุบันมันเยอะนะครับ ก้าวกระโดดขามันจะหักนะครับ ผมนำความเห็นรถไฟความเร็วสูงของผู้ที่มีประสบการณ์มาให้พิจารณาว่าสมควรหรือไม่ที่ประเทศไทยจะมี
คุณ sakdad: 07 เม.ย. 2556 ,15:35 น.

อยากจะเขียนทัศนะตนเองในเรื่องของรถไฟความเร็วสูงก็ไม่ทราบว่าจะช้าล้าหลังไปหรือเปล่า เพราะรัฐบาลเขาเร็วจริงสมกับโปรเจ็ค ความเร็วสูง แต่มีความตั้งใจจะเขียนโดยปราศจาก อารมณ์ไม่พึงพอใจกับเรี่องราวนี้ อยากให้ข้อเขียนไปจุดความรู้สึกในเหตุผลและสภาพความ เป็นจริงที่เราเผชิญกันอยู่มากกว่า อีกทั้ง วิธีคิด ในด้านอื่นๆในการเลี่ยงที่จะไม่เป็นหนี้ก้อน โตอภิมหาในระดับชาติ วิธีคิดที่มาพร้อมการหยิบยกรูปแบบคนอื่นมาทำ ไม่ใช่แค่การหยิบยก รูปแบบโดยไม่มีวิธีคิด เขียนในฐานะที่เคยเป็นผู้อาศัยในประเทศที่บุกเบิกการขนส่งโดยรถไฟเร็วประเทศแรกในโลก เขียนในฐานะที่เคยเป็นผู้โดยสารเป็นประจำตลอดเวลายี่สิบปี เขียนในฐานะที่เคยเป็นนักศึกษาเพื่อการวางแผนระบบการจัดการเมือง และไม่ได้รับอนุญาต ให้ลงทะเบียนวิชา Grand Project du m?gapole (เมืองใหญ่และการจัดการโครงการ) รู้จักรถไฟเร็วครั้งแรกใน คศ 1991 ในชื่อ TGV เตเชเว (Train a Grande vitesses ) จากปารีสสู่เมือง Dijon (ดิจอง) เป็นรถไฟเร็วสายใต้ ปารีส-ลีออง ซึ่งในขณะนั้นรถ เตเชเว กำลังขยายสายวันตกเฉียงใต้ ของฝรั่งเศสและภูมิภาคอื่นๆ อย่างรวดเร็ว บ้านนอกอย่างดิฉันย่อมตื่นเต้นหรรษาเป็นธรรมดาของมันแปลก และคิดแบบ โง่ๆว่าบ้านเราน่าจะมีบ้าง จน กระทั่งปีกว่าๆหลังจากเข้าชั้นเรียนกับพวกเขาถึงได้รู้ว่า...ลำบากกกกก...มีกันยากเจ้า รถไฟเร็วจี๋เนี่ย การให้บริการรถไฟของเขาแบ่งอย่างนี้ • ไปถึงช้ากว่าคนอื่น SNCF Locomotive พูดง่ายๆว่าไปที่กันดาร • ไปบ้านนอกแบบเร็วด่วน SNCF Regional • ไปรถไฟเร็วจี๋ TGV เข้าใจร่วมกันว่า....เขามีสามความเร็วและที่ช้ากว่าคนอื่นที่สุดความเร็ว200 กม/ชม เมื่อกล่าวถึงความเร็ว ความคิดริเริ่มเรี่องรถไฟเร็วจี๋ของฝรั่งเศสนี้เกิดในปี 1965-1966 และได้จัดตั้งเป็นฝ่ายวิจัย และพัฒนาทางเทคโนโลยีขึ้นในการรถไฟแห่งชาติฯ (SNCF Soci?t? national des chemins de fer Fran?ais ) แปลให้น่ารักก็จะว่า สมาคมรางเหล็กแห่งชาติฯ โดย พัฒนาความเร็วรถไฟบนราง classiques คือรางไฟฟ้าจากยุคที่เลี่ยงเชื้อเพลิงเผาไหม้ มาแล้ว ร่วมกับเยอรมัน พวกเขาได้ความเร็ววิ่งประจำระหว่าง 200-250 กม/ชม เป็น รถไฟมาตรฐานเรียกว่า Locomotive electriques ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นปี1964 ญี่ปุ่นก็ได้เดินสาย Shinkansen แล้วด้วยความเร็วประจำที่ 210 กม/ชม ดิฉันจะไม่ กล่าวถึงความเร็วเพื่อการบันทึกสถิติโลก และชาติทั้งสองก็ก้าวไปไกลกว่านั้นในปัจจุบันที่ ความเร็วประจำของฝรั่งเศสที่ 360 กม/ชม ญี่ปุ่น 320 กม/ชม และน้องใหม่อย่างจีนอยู่ ที่ 200-250 กม/ชม ต้องไม่ลืมว่าจะขึ้นมาที่ความเร็วขนาด 300 ต้องผ่านความเข้าใจเรี่ องวิ่ง 200 มาก่อน ถามว่าทำไมจีนทำได้ จีนที่วันนี้มาถึง 200 ได้นั้น ในปี 1993 จีน speed up รถไฟของเขาจาก เฉลี่ย 50 กม/ชม เป็นบางสายได้ 180 กม/ชม และใน ทศวรรษดังกล่าวท่านอย่าลืมว่ายุโรปต่างพากันมาตั้งโรงงาน automobile ในจีนเกือบจะ หมดทวีป ไม่ว่าจะเป็น Citron, Renault Peugeot,BMW, Mercedes, Volvo ,Fiat และอื่นๆอีกมากมาย เป็นเวลานานพอที่จะทำให้จีนสะสมผู้คนระดับนายงานที่เรียนรู้ ฝึกฝนทักษะจนเป็นของตนเองได้จำนวนน่าพึงใจ ไม่แปลกใจที่เขาเปิดใช้ได้ใน 2012 ครู พักลักจำงานเกิด ดูระยะการพัฒนาแล้วจะเห็นว่า...คิดเอง...นานมาก (ฝรั่งเศส เยอรมัน) คิดแบบมีต้นแบบแล้วพร้อมความเข้าใจเร็วขึ้นหน่อย (ญี่ปุ่น) ไม่ต้องคิดเยอะครู พักลักจำฉลาดลัดคิว(จีน) คราวนี้ไทยจะทำแบบไหนกันดีการรถไฟแห่งประเทศไทย มี รถไฟ มีความเร็วดังต่อไปนี้จากต่ำที่สุด 70,90,100,105,120 จบที่ 120 กม/ชม ก่อนจะไปกู้กระโดดไปสองร้อยกว่าทั้งความเร็วและยอดเงินกู้ รัฐบาลช่วยบอกด้วยว่าจะไปยัง ไง ในเมื่อเราทำรางแบบ มาตรฐานไฟฟ้าที่สำหรับความเร็วสัก 180 ยังไม่มีสักสายเดียว เลย ดีเซลไฟฟ้าที่เรามีวิ่ง 90-100 สูงสุด ดิฉันเคยนั่งไปลพบุรีกลัวมากว่ามันจะหล่นราง เนื่องจากมันผสมพลังงานไฟฟ้าแต่คล็อกแคล๊กมาก อืมมม..คือจริงๆเป็นดีเซลเฉยๆ น่ากลัว น้อยกว่า ผู้อ่านคิดเอาเอง จะข้ามไปตอนอื่นแล้วค่ะ หรือจะฝากให้นายกดี เพราะวิธีคำนวณ ตามความเร็วของท่านประมาณ ว่าทุกความเร็ว 100 กม/ชมใช้เงิน หนึ่งจุดหนึ่งล้านล้าน บาท ความเร็วสองร้อย กม/ชม ก็ต้องกู้สองจุดสองล้านล้านบาท เราว่าเค้าคิดแค่เนี้ยยย คิดตามความเร็ว เหมือนค่าตั๋วรถไฟไทยอะขึ้นรถเร็ววมันแพ๊งง เมื่อกล่าวถึงระบบการจัดการ ฮูยยยยยย คะ พี่คะ พี่จะมาเดี่ยวแบบโน้ตอุดม คงไม่ได้ เพราะไหนว่าเพื่อการ Asian อา*นี้ ต้องไปลิงค์กะชาวบ้านข้างเคียง เค้าเอาด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ ลาวไม่* ด้วย ลาวบอกไม่เอา พอเพียงก่อนตอนนี้ หายใจก็จะไม่ทันอยู่แล้ว *การพัฒนาขนส่งภูมิ ภาคเนี่ยนะไม่ใช่อยากทำก็ทำ อยากทำฉันจะไปกู้มาทำ *ข้างๆบ้าน จะมีรถยนตร์ขับมันยัง ลำบากเรยยยย มันยังเข้าใจตัวเองมากกว่าเราอีก เอ้ายกตัวอย่างลักษณะองค์กรบริหารฝรั่ง ตาน้ำข้าวให้ดูกันหน่อย ระบบขนส่งด้วยรางทั้งหมดของฝรั่งเศสเรียก SNCF คุณจะเห็นมัน กำกับอยู่บนทุกสิ่งอันที่วิ่งอยู่บนรางเหล็กจะเร็วช้า จะขนคน หรีอ ผัก หรือสินค้าไม่ว่ากัน เอาเป็นว่าถ้าเห็น SNCF มันคือการจัดการในความดูแลของ การจัดการยานพาหนะที่วิ่งบน รางเหล็กแห่งชาติฝรั่งเศส ภายใต้การดูแลของ SNCF ก็จะมี SNCF INFRA หน่วยวางระบบและกองช่างวิศวกรรม พอไปลิงค์กะเพื่อนบ้านเรียก Systra หรือ ฝ่ายที่ปรึกษาทางวิศกรรมขนส่งมวลชน กองพัฒนาเทคโนโลยี และซ่อม บำรุงก็อยู่ในนี้ SNCF Proximities รถไฟภูมิภาค ออกไปยังเหนือใต้ออกตก SNCF Voyage รถไฟข้ามชาติ ขนถ่ายกันไปมากับเพื่อนบ้าน ไปลอนดอนเป็น Eurostar ไปเบลเยี่ยม เยอรมัน เนเธอร์แลนด์เรียก Thalys และเรียกอื่นๆอีกเช่น Artesia ,Lyria,Elipsos,Alleo ก็แล้วแต่ว่าจะโดยสารไปไหนในทวีปยุโรปนั้น ชมหอไอเฟล ไปดูทิวลิป หรือจะไปบั๊กกิ้งแฮม สะดวกมาก SNCF Geodis รับผิดชอบการขนส่ง ขนถ่ายสินค้า หน่วยนี้ถ้าเป็นบ้านเรานายกควร ควบคุม เพราะผักของท่านจะได้สดเสมอ และในหน่วยนี้ยังมียิบย่อยเฉพาะด้านอีกเช่น STVA ชำนาญการขนยานพาหนะประกอบสำเร็จ ทุกประเภทSERNAM ขนสินค้าทั่วไปทั่ว ราชอาณาประเทศฝรั่งเศส ทีนี้พอไปถึงประเทศไหนก็ค่อยเข้าไปสู่กองงานของประเทศนั้นๆ อีกที และมีหน่วยซ่อมบำรุง เฉพาะของงาน Logistique Gares &Connexions ระบบสถานีเครือข่ายและเชื่อมต่อควบคุม ก็ดูแลทุกเรี่องที่อยู่ใน ระบบการจัดการสถานีจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง ที่กล่าวมานั้นเป็นของระบบปฏิบัติการนะฮ้า ส่วนระบบผู้บริหารก็จะมี อูยยยยยย พี่คะ มัน ใหญ่มากละเอียดมาก ถ้ามีปัญหาอะไรเรียกว่าจับเข้าคุกได้รายตัวและไม่ผิดตัวและโยนให้ แพะก็ไม่ได้ด้วย สำนักผู้ว่าการ SNCF ประกอบไปด้วย • 7 ผู้แทนจากรัฐบาลคัดเลือกด้วยวิธีแบบประเพณีนิยม คัดเลือกโดย ประธานาธิบดี วิธี แม่นยำของเขาคือเลือกเอาคนจบจากโรงเรียนวิศวขนส่งมวลชน ENSTV และโรงเรียน เฉพาะทางด้านนี้ ปนกับคนที่จบจากโรงเรียนการปกครอง ENAและโรงเรียนธุรกิจ ENC • 6 ผู้แทนจากพนักงานลูกจ้าง ก็ปนกันหลายระดับของลูกจ้างส่วนใหญ่ก็เป็นระดับหัวหน้า งาน • 5 ผู้*วชาญเฉพาะทางเป็นตัวแทนที่มาจากจากการเลือกโดยผู้ใช้บริการจากแต่ละ ภูมิภาค การจัดการแบ่งเป็นสามส่วนใหญ่ 1 ฝ่ายอำนวยการกลาง มี 12 ผู้อำนวยการแต่ละด้านที่เป็นงานบริการและงานจัดการ 2 ฝ่ายภูมิภาคมี 23 ผู้อำนวยการประจำภูมิภาค 3 ฝ่ายงานเฉพาะทาง มี 20 ผู้*วชาญเฉพาะด้านต่างๆกัน และยังมีอีก 9 หน่วยงานย่อยที่มาแบ่งเบางานที่โหลดมากไปของบางส่วนเช่นงานสวัสดิการ พนักงาน งานส่วนการเงินเป็นต้น ทั้งหมดนี้เวลาวางแผนมันจะเหมือนว่าอยู่บนแผ่นใสหลายๆสิบแผ่นมาซ้อนกันมันจะสัมผัสกัน ในจุดที่มีการทำงานร่วมกันหลายฝ่าย ต่างฝ่ายต่างก็มีผังตัวเองมาทาบกัน ทาบไปบนแผนที่ ประเทศอีกที แล้วเดี๋ยว*พวกบ้านนอก (ภูมิภาค)มันจะถือของมันมา มาดุกันเป็นส่วนๆจัง หวดใครจังหวัดมัน คือท่านคะ มันเป็นระบบมาก อะค่ะ อูยยยยย จะให้เขารับดิฉันเข้าคลาส ยังงัย เกิดมาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ 20 ปีที่แล้วมายังกะไก่ตาแตก MegaพงเMegaโพล อะไรไม่รู้อะค่ะ 2012 ยังรู้จักแค่ Mega บางนา อย่างน้อยที่สุดถ้าเราได้ดูอะไรเป็นชิ้นอัน ทำนองที่ดิฉันกล่าวมาล้าว่าจะไปกู้ตังค์ ยังพอจะดุดำดูดี แต่มีแค่ขีดๆสีนั้นสีนี้ตามสาย วาง อย่างไรกันคะ ขั้นดินก็ยังไม่เคยสำรวจ ขีดๆไปคุณไปเจอดินเลน วางรางไงคะ การลงทุน ต้องเพิ่มขึ้นถ้าชั้นดินไม่แข็งพอ แล้วบนหัวต้องมีลวดรางหล่อไฟฟ้าให้รถอีกละคะนี่ก็ว่าวิกฤต ไฟฟ้าจะไม่พออยู่ ไม่พูดเรี่องเทคนิคเพื่อประเมินราคากันเลยเหรอ ความรู้ที่มีมาเขียนเนี่ย เค้าไม่ให้ลงทะเบียนเรียนนะ ขอร้องเข้าไปซิทอินเฉยๆ นักศึกษาที่ได้เข้าเรียนมีแต่ คน ฝรั่งเศส ไม่ก็มาจาก นิวยอร์ก แอลเอ แคนาดา ออสเตรีย โตเกียว จำได้เลยว่าคลาสนี้ เขาบอกเราว่า ศิวาไม่มีประสบการณ์พอที่จะมองเห็นปัญหาจากโครงการยักษ์ในเมืองขนาด ใหญ่ อูยยยยยย ไมเกรนจับนะ กะอยากจะมาช่วยบ้านเมืองซักกะหน่อย ตอนนั้น แต่ก็ลั้ล ลาหันมาเรียนจัดการมรดกเมือง กิ่งไม้ใบหญ้า อิฐมอญ ศาลพระภูมิ ม้าลาย นางกวัก กระดูกไดโนเสาร์ อะไรแบบนี้ เข้ากับความเป็นจริงของเราหน่อย หนอยยยย อยากจะมี รถไฟเร็ว เอ็งดูสารรูปรถเมล์เราดิ ดูรถไฟที่เรามี ดูเสาไฟฟ้าและสายไฟที่ระโยงระยางของ เรา ถ้าเงินทั้งหมดนั้นมีจริง มาทำ*เส็งเคร็งพวกนี้ ให้มันดูดี ดูใช้งานได้กันก่อน จะดีกว่า หรือเปล่า ยังไม่จบ นะคะ ว่าด้วยเรื่องการตลาด และการลงทุน ถามว่า ใครขึ้นรถเอ็ง เอ็งขายตั๋วใบเท่าไหร่ (เริ่มพูดไม่เพราะ) เงินลงทุนแพงกว่าเครื่อง บิน low cost อีก ประเด็นคือยุโรปสร้างรถไฟเร็วเพื่อมาเป็นคู่แข่งเครี่องบินเพราะว่าเครี่ องบินสนามบินอยู่นอกเมืองลงเครื่องแล้วต้องต่อรถเข้าเมือง แต่รถไฟเร็วสถานีอยู่กลางเมือง เลย แล้วที่ว่ามาเนี่ยอธิบายหน่อยว่าไอเดียนางเนี่ยผักต่างๆมันต้องลงที่ตลาดสี่มุมเมืองหรือ ว่า เข้าบิ๊กซีเลย เขาขายตั๋วแพงกว่าตั๋วเครี่องบินเฟ้ย เรามีคนนั่งเครี่องบินเท่าไหร่หล่ะ แล้ว จะแห่กันมานั่งรถไฟหมดหรือเปล่า ส่วนที่นั่งบขส และรถทัวร์เอกชนแจกอาหารกล่องน่ะ ต้องไปซื้อตั๋วลดราคาที่พระเป็นเจ้าหรือเปล่า แล้วถ้าความเร็วรถไฟ local ไม่สูสีพอกัน เนี่ยต้องเพิ่มเงินเดือนพนักงานทำความสะอาดนะ เพราะอ๊วกมันจะเพิ่มขึ้น เช่นสมมุติว่าบ้าน คุณอยู่สุไหงโกลก คุณนั่งรถไฟเร็วจี๋ที่ความเร็ว 250 กม/ชม มาลงที่ชุมทาง นครศรีธรรมราช คุณต่อรถดีเซลรางที่ความเร็ว 90 กม/ชมไปสุไหงฯ เวลารอต่อคันไม่เกิน สามสิบนาทีเนี่ยทั้งขาขึ้นขาลง อ๊วกแตกนะคร้าผิดกัน 160 ขาลงจะแหวะมากกว่าขาขึ้นจาก เร็วไปช้ามันคลื่นนไส้ค่า หากขึ้นที่ฝรั่งเศสก็จะน้อยหน่อยสมมติว่าจากปารีสจะไปเมือง Royan ชายทะเลวะเคชั่น นั่งรถไฟด่วนจี๋จากปารีสความเร็ว 310 กม/ชม ไปลงที่สถานี แยก Angoul?me ต่อด้วยนั่งรถหวานเย็น Locomotive ที่ความเร็ว 250 กม/ชม ถึงRoyan ห่างกันแค่ 60 ดิฉันก็ลั้ลลาเดินไปนอนอาบแดดชายหาดได้เลย ไม่หวั่นไหว ความเร็วห่างกันเขากะเราเป็นร้อยนึง ไม่ได้พูดเล่นเลย เคยเป็นไกด์เวลาคนไทยไม่เคยขึ้น รถไฟเร็วขึ้น TGV พอถึงสถานีจอด หนึ่งในสามอ๊วกทุกนัด นี่คือจอดลงมาเดินยังพอจะ ควบคุมความคลื่นเ*ยรได้ แต่โยนจากเร็วอันหนึ่ง ไปช้าเคลื่อนไหวววว บระเจ้า อย่ากิน อาหารเส้นก่อนขึ้นรถไฟเร็วนะคะ วุ๊ย! วกมาเรี่องเงิน โอเครรร ขายตั๋วสมมติว่ารัฐบาลใจดี ยอมลดค่าตั๋วขาดทุน 50 ปี บวกที่เขาคิดแล้วบอกเราว่าใช้หนี้หมดใน 50 ปี ช่วยเพื่อน แล้วเป็นหนี้ทั้งหมดร้อยปี เชื่อมั๊ยค้า การรถไฟไทยอายุร้อยปีพอดียังขาดทุนอยู่จนถึง พศ.นี้ ตกลงสรุปว่ามันนานพอที่คุณจะเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่งเพื่อจะมาใช้หนี้ที่เหลือเพราะยัง ชำระกันไม่หมด ไม่ได้พูดเล่นอีก เพราะถ้าออกไปทำเอกเทศจัดการโดดๆ แล้วเส้นทางราง เก่าคิดจะทำอะไรกะมันจะอยู่ด้วยกันยังไงดี๋ยวอ๊วกไม่สนุกไหนว่าลิงค์กันไง มีปัญหาเรี่องคิด เป็นระบบหรือคะ ที่เขียนมาเนี่ยยังไม่ได้เขียนถึง RATP และ RER ที่เป็นขนส่งมวลชนเฉพาะกรุงปารีสและ ปริมณฑลนะ เพราะเขาบริหารเอกเทศ พอดีอยู่ในหัวข้อการลงทุน คนที่เคยอ่านการก่นด่า ของดิฉันกับนโยบายรถคันแรก และสนับสนุนขนส่งมวลชนเดี๋ยวจะงง ว่าอ้าว ยังไง ถ้าเป็น ในขอบเขตเมืองหลวงและปริมณฑลมันคุ้มค่ากว่าเพราะอะไร เพราะว่า มันมีลูกค้าจริง ลูกค้าคือคนผ่อนรถทุกคน ดิฉันคิดว่ามากกว่า 85% รถที่วิ่งใน กทม และโดยรอบผ่อน เพราะเขาไม่มีทางเลือก แต่ถ้ารัฐโหมลงทุนให้ขนส่งเมวลชนสำหรับเมืองหลวงดังกล่าวนี้ คนไม่อยากขับรถไกลๆเข้าเมืองหาที่จอดหรอกเสียเงินหลายต่อ เขาก็จะผันค่าผ่อนรถมาเป็น ค่าโดยสารรถ BTS หรืออะไรต่างๆที่จะสะดวกรวดเร็วสำหรับพวกเขา เรามีลูกค้าแน่นอน ฟันธง LINKAGE การเชื่อมต่อระดับภาค อูยยยย ลองไปถามเพื่อนบ้านทั้งหมดในแหลมทองกันดูก่อนไหมคะ ว่า มันจะวางสายกันยัง ไง ถึงเขตบ้านข้าบ้านเอ็งแล้วมันไปยังไงต่อ ที่สำคัญมันมีตังค์กันรึเปล่า เราไม่มีแน่ๆ เราจะ กู้หล่ะ เอ้าติ๊ดต่างว่าทุกคนไม่มีเงินต่างคนต่างไปกู้มาทำแล้วมารวมกันวิ่งหวังจะขนนักท่อง เที่ยวโอนถ่ายกันไปมาในภาค แล้วไงตรงนี้คิดเงินรับจ่ายรึยังจำนวนนักท่องเที่ยวมากพอต่อ วันต่อเที่ยวไหม คาดว่าจะขาดทุนหมู่เป็นหนี้หมู่เพราะว่าอุปทานหมู่มาโดยตลอด ทีนี้การรวม เป็นอา*มันจะประโยชน์ตรงไหนละคะ กลายเป็นไม่มีเสถียรภาพไปเสียอีก สังเกตดีๆ คนมีเงินอย่างสิงคโปร์ไม่เอะอะเรี่องนี้เลย เขากลัวต้องควักเนี้อ ดังนั้นการพูดคุยและตกลงใน ระดับภาคก็สำคัญ สัดส่วนการคืนทุนภูมิภาคถ้าธุรกิจการท่องเทื่ยวดีจริงทั้งภาคต้องเคาะเลข ออกมาดูกันได้ค่ะ เพราะไม่งั้นเกิดว่าคุณอยากไปชมนครวัดรถไฟเร็วจี๋ไปหยุดที่ หนองคาย แล้วจะต่อไปกัมพูชาอืมมบังเอิญว่าเขมรทำได้เต็มที่คือมีรถไฟ 50 กิโลเมตรมาจ่อรับต่อไป ต้องตามเช็ดอ๊วกข้ามแดนนะคะ หรือคิดในแง่ดี เขมรทำรถไฟเร็วจี๋มาจ่อรับคนไปได้ดีเหมือน กัน แต่....ว่าจะทะเลาะกันเรื่องชานชาลาทางเข้าออกขึ้นลงของสถานีเหมือนคดีเขาพระ วิหารหรือเปล่าคะ คือยุโรปนั้นเวลาเขาวางการเชื่อมภาคเขาจะคุยกันก่อนว่าเส้นทางตกลง โอเคไหมสมมติว่าคุยกับเบลเยี่ยมที่มีเงินน้อยกว่าเบลเยื่ยมก็จะบอกว่าโอเคแต่จะมีเงินสร้าง ในอีกสามปีข้างหน้าวางแผนเส้นทางด้วยกันฝรั่งเศสรอเบลเยื่ยมสร้างรางมาจ่อถึงสถานีที่ ตกลงกัน เบลเยื่ยมหมดเงิน อ้า..... งั้นขอเป็นขบวนรถวิ่งร่วมไปก่อนกี่ปีก็ว่ากันไป อย่างนี้มันก็วิ่งได้ มีเงินใช้หนี้กันได้ นี่เราคุยกะจีน คุยกันรู้เรี่องจริงอ๊ะป่าวก็ไม่รู้ นางยิ่งมั่วๆ ดำน้ำประจำอยู่ด้วย จัดระเบียบเยาวราชยังลำบากเลยเหอะ ถามมาเลย์นิดไหมให้เขามาพูด อะไรสักหน่อยว่าเขาเป็นยังไงคิดอะไร อัลไกด้าหรือ มูจาฮีดีน จะวางระเบิดแสวงเครี่องพลี ชีพกันด้วยความเร็วสูงไหม อยู่อยู่จะเอาไปต่อกันมันไม่ใช่รถไฟเลโก้นะคะ ทั้ง op?ration และ Management ส่งท้ายกันไปเท่านี้ก่อนจริงๆเกี่ยวพันด้วยเรี่องรถไฟด่วนจี๋นั้นยังจะเนี่องด้วยภาวะนึกไม่ถึงด้าน การจัดการอีกมากมายพอเป็นสังเขปก่อน ทำไมกลายเป็นคนอย่างนี้ก็ไม่ทราบค่ะ รู้แต่ว่า รัฐบาลต้องมีข้อมูลมากกว่านี้ เงินมันมากมายเกินกว่าที่พวกคุณไม่กี่สิบกี่ร้อยจะมาตัดสินใจ แทนเราเพราะเราอาจไม่มีเงินจะไปซี้อตั๋วขึ้นรถไฟ และถ้าเราอยากอ๊วกเราจะไปขึ้นรถไฟ เหาะที่ดรีมเวิร์ลตั๋วถูกกว่า เคยคิดไหมว่าแค่ไฟตกวูบนึงรถไฟเหล่านี้ต้องหยุดกลางทาง ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อสิบนาทีเป็นเงินเท่าไหร่ชดเชยกันยังไง เคยตั้งคำถามกับเรี่อง ง่ายบ้างไหม นั่นล่ะค่ะ.......
kanok
Moderater
Moderater
 
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 04พ.ค.2011 11:05

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย kanok » เสาร์ 13เม.ย.2013 19:56

รถไฟความเร็วสูงต่อครับ
'อีไอเอ'สกัดฝันรถไฟไฮสปีด8แสนล้าน : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ห้วงเวลานี้หลายคนฝันหวานเกี่ยวกับ "โครงการรถไฟเชื่อมเมืองไทย" ด้วยงบประมาณก่อสร้างมหาศาลกว่า 2 ล้านล้านบาท รัฐบาลชุดปัจจุบันระดมพลังสร้างฝันให้ประชาชนรับทราบผ่านสื่อมวลชนว่า การลงทุนทั้ง "รถไฟความเร็วสูง" "รถไฟรางคู่" และ "รถไฟฟ้า กทม." จะทำให้นักท่องเที่ยงหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางคมนาคม ศูนย์กลางตลาดเกษตร ศูนย์กลางท่องเที่ยว ฯลฯ ของประชาคมอาเซียน คนไทยจะไม่ฝันหวานได้อย่างไร ในเมื่อจากที่เคยขึ้นรถไฟกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ใช้เวลา 14-16 ชั่วโมง อาจย่อเวลาเหลือแค่ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น

รายละเอียดเบื้องต้นเส้นทางก่อสร้างรถไฟทั้ง 3 แบบ ได้แก่ "โครงการรถไฟความเร็วสูง" หรือ ไฮสปรีดเทรน วิ่งได้ชั่วโมงละ 300 กิโลเมตร วางแผนสร้าง 4 สาย วงเงินประมาณ 8 แสนล้านบาท ภายใน 7 ปี วิ่งผ่าน 4 หัวเมืองใหญ่ ได้แก่ 1.กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 3.87 แสนล้านบาท 2.กรุงเทพฯ-หนองคาย 1.7 แสนล้านบาท 3.กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ 1.24 แสนล้านบาท และ 4.สุวรรณภูมิ-ชลบุรี-พัทยา-ระยอง 1 แสนล้านบาท

"โครงการรถไฟรางคู่" เบื้องต้นมี 5 สายวิ่งได้ประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง งบประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ได้แก่ 1.ลพบุรี-ปากน้ำโพ วงลงทุนประมาณ 7.8 พันล้านบาท 2.สระบุรี-โคราช วงเงินลงทุนประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท 3.โคราช-ขอนแก่น วงเงินลงทุนประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท 4.นครปฐม-หัวหิน วงเงินลงทุนประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท และ 5.ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร วงเงินลงทุนประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท และ "รถไฟฟ้า" สีต่างๆ อย่างน้อย 7 สาย เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม (ลำลูกกา-บางปู) สายสีม่วง (บางใหญ่-ราษฎร์บูรณะ) สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ฯลฯ ซึ่งมีงบประมาณก่อสร้างเส้นละไม่ต่ำกว่า 2-5 หมื่นล้านบาท

แต่เหมือนคนกำลังฝันหวานถูกปลุกขึ้นมาสู่โลกความจริง เมื่อ "ดร.สุเมธ องกิตติกุล" นักวิชาการด้านระบบขนส่งสาธารณะ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย วิเคราะห์ว่า แผนสร้างรถไฟเกือบทั้งหมดเป็นการมองโลกในแง่ดีมากเกินไป แทบจะไม่มีการกล่าวถึงความล้มเหลวไว้เลย มีหลายปัจจัยอาจทำให้เส้นทางรถไฟเหล่านี้ไม่ประสบความสำเร็จตามแผน เนื่องจากโครงการรถไฟทั้ง 3 รูปแบบนั้น นำเอาโครงการเก่าและโครงการใหม่ของแต่ละหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมรวมกันแล้วเสนอเป็นคอลเลกชั่นเดียว หากพิจารณาจากงบประมาณตามร่าง พ.ร.บ.กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทแล้ว พบว่า ร้อยละ 80-90 เป็นของกระทรวงคมนาคม แบ่งเป็น รถไฟไฮสปรีด 30% รถไฟรางคู่ 17% ส่วนรถไฟฟ้าใน กทม.ได้ไป 26%

"หน่วยงานสำคัญหลักที่รับผิดชอบคือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และส่วนราชการของกรุงเทพมหานคร ยังไม่รวมหน่วยงานอื่นที่เชื่อมต่อในอนาคต เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ท่าเรือ ฯลฯ คำถามแรกคือ หน่วยงานเหล่านี้มีแผนแม่บทในการทำงานร่วมกันแล้วหรือยัง แต่ละโครงการอยู่ในสเตปหรือขั้นตอนไม่เท่ากัน ถ้าแบ่งเป็นขั้นตอน 1-10 บางโครงการอยู่ในขั้นตอนที่ 1 สำรวจพื้นที่ บางโครงการเริ่มเวนคืนที่ดินแล้ว บางโครงการเริ่มก่อสร้างเป็นขั้นตอน 4-5 ทั้งหมดถูกจับมารวมเป็นคอลเลกชั่นเดียวกัน สุดท้ายงบประมาณหรือผลการดำเนินงานจะวัดอย่างไร เพราะกำหนดเวลาไว้ 7 ปี แค่ดูจากเอกสาร 200 กว่าหน้าที่เผยแพร่แล้ว มีทั้งหมดถึง 100 โครงการ แบ่งอธิบายโครงการละ 2 แผ่น ผมไม่สามารถวิเคราะห์เชิงลึกได้เลย คงต้องไปตามหารายละเอียดของแต่ละโครงการเพิ่มเติม"

ดร.สุเมธ ตั้งข้อสังเกตต่อว่า หากโครงการรถไฟขาดทุนหรือไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของจำนวนผู้ใช้บริการ จะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร เช่น กรณีรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ทีมีจำนวนผู้โดยสารต่ำกว่าเป้าหมาย เดิมตั้งเป้าไว้ 6 แสนคนต่อวัน แต่ในวันนี้มีแค่ 2 แสนคนต่อวันเท่านั้น หรือ แอร์พอร์ตลิงค์บริหารงานขาดทุน มีภาระหนี้กว่า 3 หมื่นล้านบาท ต้องลดจำนวนรถจากที่เคยวิ่งชั่วโมงละ 4 เที่ยว เหลือเพียงครึ่งเดียว เพราะฉะนั้นการคำนวณต้นทุนและค่าใช้จ่ายไม่ควรมองโลกในแง่ดีจนเกินไป ต้องมีแผนสำรองไว้ด้วยว่า หากขาดทุนจะดำเนินการอย่างไร เนื่องจากทุกวันนี้การขนส่งหรือเดินทางในประเทศไทยใช้ถนนสะดวกกว่า เช่น ส่งสินค้าจากโรงงานในกรุงเทพฯ ไปท่าเรือแหลมฉบัง หากใช้รถไฟ ต้องเริ่มจากขนสินค้าขึ้นรถไปส่งรถไฟ จากรถไฟขนลงรถไปส่งท่าเรือ ถ้าใช้รถบรรทุกรวดเดียวจะง่ายกว่าหรือไม่ จากประตูโรงงานไปถึงเรือได้เลย ไม่ต้องขนสินค้าขึ้นลงหลายรอบ เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยว หากเส้นทางรถไฟไม่ได้เชื่อมเข้าตัวเมือง ก็ต้องต่อรถโดยสารอีกหลายรอบกว่าจะถึงหน้าโรงแรม บางครั้งใช้แท็กซี่หรือรถบริการอื่นๆ อาจสะดวกกว่า

ปัญหาที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่งคือ การจัดทำ "อีไอเอ" หรือรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะการสร้างระบบขนส่งทางรถไฟเป็นโครงการใหญ่หลายฝ่ายได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะชุมชนที่อาศัยอยู่รอบเส้นทางหรือพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ ต้องมีการทำประชาพิจารณ์หลายขั้นตอน หากเส้นทางไหนชาวบ้านออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วย อาจต้องล่าช้าไปอีกหลายปี

"เท่าที่เห็นข้อมูลมา ยังมีการพูดเรื่องอีไอเอน้อยมากๆ ทั้งที่เป็นส่วนสำคัญจะทำให้การสร้างทางรถไฟเสร็จตามเป้าหมายที่กำหนดได้หรือไม่ หากไม่ทำความเข้าใจกับชุมชนในพื้นที่ไว้ก่อน พอสร้างไปได้สักครึ่งหนึ่งอาจเจอปัญหาเวนคืนที่ดิน รุกล้ำพื้นที่สัตว์ป่า ปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ทำให้ไม่ผ่านประชาพิจารณ์ อยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบออกมาให้รายละเอียดข้อมูลการทำอีไอเอตั้งแต่เริ่มต้นเลย จะได้รู้ว่าคุ้มค่าหรือมีความเป็นไปได้ในการสร้างรถไฟเส้นไหนอย่างไร" ดร.สุเมธกล่าวแนะนำทิ้งท้าย

"อีไอเอ" รักษ์สิ่งแวดล้อม
การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) หรือ "อีไอเอ" มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์ว่า โครงการนั้นมีความเสี่ยงก่อผลร้ายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างไรในอนาคต เช่น ดิน น้ำ อากาศ เสียง ป่าไม้ สัตว์ป่า สัตว์น้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดต่อมนุษย์ ชุมชน ระบบเศรษฐกิจ การประกอบอาชีพ วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ ค่านิยม คุณค่าความงาม ฯลฯ

รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 67 ระบุไว้ชัดเจนว่า "การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน..."

ที่สำคัญคือ การให้สิทธิชุมชนฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ด้วย

ในอดีตโครงการสร้างรถไฟฟ้าทั้งหมดผ่านการทำรายงานอีไอเอ แม้ว่าจะเป็นโครงการของรัฐก็ตาม เพื่อให้คณะรัฐมนตรีใช้พิจารณาว่าจะลงทุนหรือไม่ลงทุน เช่น กรณีรถไฟฟ้าใต้ดิน และรถไฟฟ้าบีทีเอส
รัฐบาลหรือกระทรวงคมนาคมช่วยตอบหน่อย
แก้ไขล่าสุดโดย kanok เมื่อ เสาร์ 13เม.ย.2013 20:04, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
kanok
Moderater
Moderater
 
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 04พ.ค.2011 11:05

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย kanok » เสาร์ 13เม.ย.2013 19:58

เงินกู้๒ล้านล้านบาทสอบถามความเห็นคนส่วนใหญก็จะพูดออกมาเหมือนกันว่ารัฐบาลขายฝันเพื่อหาเงิน มีอะไรบ้างที่จะเป็นหลักประกันในความสำเร็จ โครงการต่างๆมีช่องว่างให้ทุจริตกันทั้งนั้น โดยเฉพาะงานก่อสร้าง สิ่งที่รัฐบาลควรออกมาชี้แจงในผลการปฏิบัติงานในปีที่ผ่านมาว่าได้ใช้งบประมาณทำอะไรไปจำนวนเท่าไหร่และมีผลเป็นอย่างไรบ้าง เช่น โครงการป้องกันน้ำท่วม,โครงการประกันราคาข้าว,ประกันหอมแดง(เน่าไปหมดแล้วหรือยัง)ประกันผลผลิตทางการเกษตร เรื่องพลังงานไม่ว่าจะเป็นก๊าซหรือน้ำมัน น้ำในเขื่อนไม่มีทำให้เกิดสภาวะแห้งแล้ง ราษฏรทำการเกษตรไม่ได้ นึกย้อนดูเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วช่วงปลายฝนรัฐบาลกลัวน้ำท่วมจึงปล่อยน้ำออกจากเขื่อนต่ำกว่าระดับแล้วฝนตกน้อยเขื่อนทุกเขื่อนจึงมีน้ำน้อย ผมผ่านแถวคลองชลประทานจากรังสิตไปนครนายกเห็นเขาทำกำแพงกั้นอีกฝั่งหนึ่งไปจนถึงคลองห้าแต่ก็ยังไม่เสร็จและมีบางช่วงพังนี่ใกลฝนจะตกน้ำจะมาแล้วจะป้องกันได้หรือเราน่าจะเอาคนที่คิดที่ทำแล้วไม่เป็นผลมาลงโทษชดใช้จะได้เกิดความรับผิดชอบใครจะทำอะไรจะได้คิดพิจารณาอย่างถ่องแท้ถี่ถ้วนเงินทองจะได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ ชาติจะไดเจริญเสียที ชาตินี้จะได้เห็นกันไหมหนอ
kanok
Moderater
Moderater
 
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 04พ.ค.2011 11:05

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย kanok » พุธ 17เม.ย.2013 19:48

บทวิเคราะห์ว่าใครขายชาติ
ดูสัญญาณที่คนในรัฐบาลสื่อออกมา กรณีกัมพูชายื่นเรื่อง ให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505 หลายคนคงมองว่า ผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาอย่างไร

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา “นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” รมว. มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ออกตัวไว้ล่วงหน้าว่า “คดีนี้เกิดในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วได้มีการแต่งตั้งคณะทนายความขึ้นมา เมื่อรัฐบาลนี้มาบริหารก็ไม่ได้เปลี่ยนทีมทนายเลย เพราะฉะนั้นขอชี้แจงล่วงหน้าเลยว่า ถ้าหากจะต้องรับผิดชอบ รัฐบาลชุดที่แล้วกับชุดนี้ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน จะโยนขี้มาให้ฝ่ายเดียวได้ไง บอกประชาชนไว้ก่อนล่วงหน้า จะแพ้จะชนะก็ต้องหารสองกันล่ะ”

สอดคล้องกับท่าทีของ “นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” รมว.การต่างประเทศที่กล่าวภายหลังรับตำแหน่งใหม่ ๆ ว่า ’มองตั้งแต่ตอนมารับตำแหน่งแล้วว่า คดีนี้มีแต่แพ้กับเสมอตัวคือ ถ้าแพ้ก็เสีย แต่ถ้าอยู่แบบเดิมคือปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ส่วนพื้นที่รอบปราสาทเป็นแบบเดียวกับปี 2505 ก็คือเสมอตัวเท่านั้น“

ผมจึงไม่แปลกใจว่า ทำไมช่วงเวลาที่ศาลโลกเปิดโอกาสให้ไทยและกัมพูชา ชี้แจงข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาในวันที่ 15 เม.ย. นายสุรพงษ์จึงกล้าสั่งให้คนไทยสงบปากสงบคำอ้างว่ากลัวจะมีปัญหาเกิดขึ้น

“อยากขอร้องนักวิชาการ นักวิจารณ์ต่าง ๆ อย่าตีความหรือสรุปความอะไรที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้เอาเองล่วงหน้า เพราะอาจทำให้ประชาชนที่ได้รับฟังเกิดความเข้าใจผิด อยากให้คนไทยใช้สติและฟังข้อมูลจากการถ่ายทอดสด เพราะหากไม่เข้าใจ หรือเกิดข้อสงสัยอาจถูกฝ่ายที่คิดไม่เหมือนกันปลุกปั่น ปลุกระดมเรื่องเสียอธิปไตยได้” ประโยคทั้งหมดนี้ เป็นคำพูดของ รมว.การต่างประเทศของไทยนะครับ ไม่ใช่ของกัมพูชา

ครับ .. แทนที่ในห้วงเวลาสำคัญ จะเปิดทางให้คนไทยที่รักชาติรักแผ่นดิน ได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณา หรือใช้กระแสสังคมที่เกิดจากการห่วงอธิปไตยของชาติ ส่งสัญญาณให้กระบวนการยุติธรรมระดับประเทศได้รับรู้ กลับเลือกที่จะปิดหูปิดตาประชาชน

เคยมีข่าวว่า หน่วยงานของภาครัฐได้ว่าจ้างนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ด้วยวงเงิน 7.5 ล้านบาท ช่วยโน้มน้าวประชาชนให้เชื่อว่า พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) เป็นของกัมพูชามานานแล้ว ซึ่งสื่อบางสำนักเคยนำคำสั่งดังกล่าวมาตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ไปแล้ว

อ้อ..นักวิชาการกลุ่มนี้เป็นพวกเดียวกับที่เดินสาย รณรงค์ให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป้าหมายของพวกมันคงหวังว่า พอแก้กฎหมายให้สถาบันอ่อนแอสำเร็จ จากนั้นก็เปิดทางให้ต่างชาติ เข้ามาตักตวงผลประโยชน์ในประเทศไทย เพราะมันยังกล้าเสนอ ห้ามไม่ให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำรัสกับประชาชน

มิหนำซ้ำในขณะที่ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กลุ่มหนึ่ง ผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 โดยจะตัดทิ้งประเด็นสำคัญ ที่ไม่ต้องนำมาให้รัฐสภาเห็นชอบคือ

1. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประทศ

นั่นหมายความว่า หากในอนาคต ประเทศไทยจะต้องทำหนังสือสัญญา ตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ด้านปิโตรเลียมในอ่าวไทยกับกัมพูชา หรือกับบรรษัทปิโตรเลียมต่างชาติ ประชาชนจะไม่มีสิทธิรับรู้เลยว่า ไทยจะได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน หรือจะมีใครเปิดทางให้ประเทศเพื่อนบ้าน ตักตวงทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเต็มที่

ยิ่งล่าสุดมี “ขบวนการฟอกขาว” ให้ “นายนพดล ปัทมะ” อดีต รมว.การต่างประเทศ สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่กำลังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณี ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2551 หลังจากศาลปกครองชี้ว่า แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นโมฆะ

ครับ... คนที่ขายตัว หรือขายองค์กรเพื่อความอยู่รอดผมยังทำใจยอมรับได้ แต่ถ้ากล้าร่วมมือกับพวกขายชาติ หาช่องทางยกดินแดน หรือทรัพย์สินของชาติไทย ที่บรรพบุรุษปกปักรักษาไว้เพื่อคนรุ่นหลัง เราสมควรจะจัดการคนพวกนี้ด้วยวิธีการอะไรดี...ช่วยกันคิดหน่อยครับ.

เขื่อนขันธ์
kanok
Moderater
Moderater
 
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 04พ.ค.2011 11:05

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย pook » ศุกร์ 19เม.ย.2013 10:06

เห็นข่าวการบริหารบ้านเมืองแล้ว มีข่าวที่ทำให้หดหู่ มากกว่าข่าวที่ทำให้เกิดความสุขและความภาคภูมิใจ
pook
มือเก๋า
มือเก๋า
 
โพสต์: 273
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 18เม.ย.2011 13:38

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย kanok » ศุกร์ 19เม.ย.2013 15:17

พี่Pookเรื่องตลกอยู่ในLineเปิดดูได้ครับแซวกันทุกวัน
kanok
Moderater
Moderater
 
โพสต์: 270
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 04พ.ค.2011 11:05

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย 3111 » ศุกร์ 25ต.ค.2013 05:31

ผมได้รับทราบความเมตตากรุณาปราณีของมนุษย์คนหนึ่งประมาณเกือบหนึ่งเดือนมาแล้ว เมื่อ WISNU 01 ได้โทรศัพท์มาปรึกษาว่า ตัวเค๊าอยากจะมอบเงินบำนาญรายเดือนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวคุณวันเพ็ญ ทิมาศาสตร์ ภรรยาของเพื่อนจ้น ทินกร ทิมาศาสตร์ เป็นจำนวนเดือนละ 1,000 บาท ไม่มีเงื่อนไขใดๆ จะน้อยไปมั๊ย และจะต้องทำอย่างไรจึงจะเหมาะสม ความรู้สึกแรกที่ผมได้ยินคือ ดีใจ/ชื่นใจ/พึงพอใจ ในจิตที่เป็นกุศลของ WISNU 01 มากๆ เค๊าบอกผมต่อไปว่าเงินบำนาญแต่ละเดือนก็พอมีเหลืออยู่บ้าง ได้อ่านจมหมายที่ลูกสาวเพื่อนจ้นเขียนถึงคุณอา/คุณลุงหนุ่ม 11 ทั้งหลายแล้ว สงสารอยากช่วยเหลือและได้ขอปาวารนาตนว่าจะช่วยไปจนกว่าลูกสาวของเพื่อนจ้นจะเรียนจบปริญญาตรีและมีงานทำ เป็นเวลา 30 เดือน

ผมจึงได้ตอบไปว่าแค่คิดจะช่วยก็ได้บุญกุศลไปแล้วละ การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยากลำบาก จะได้รับอานิสงส์อย่างเห็นทันตาในชาตินี้ ไปสถานที่แห่งใดจะไม่ตกทุกข์ได้ยาก เมื่อประสบพบพานปัญหาใดๆจะมีผู้อุ้มชูช่วยเหลือทั้งที่เป็นมนุษย์และทวยเทพย์เทวา แล้วผมก็ร่ายยาวยกตัวอย่างตัวผมเองให้ WISNU 01 ได้รับทราบ ทั้งการช่วยเหลือเพื่อนเกรียงชัย / การช่วยเหลือครอบครัวของเพื่อนจ้น ทินกร / การช่วยเหลือเพื่อนอดิศร สิงหัช ฯลฯ ทั้งที่ได้ช่วยเหลือด้วยตนเองและบอกกล่าวให้ผู้อื่นร่วมกันช่วยเหลือ โดยเฉพาะซีรีย์ชีวิตเรื่องยาวของเพื่อนเกรียงชัย ต้นแบบของการช่วยเหลือเพื่อนที่ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่มีเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ใดๆ ผลที่ได้รับก็คือยามใดที่ผมพบปัญหาต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเอ่ยปากร้องขออะไรกับผู้ใด ก็มักจะได้รับการตอบสนองอุ้มชูช่วยเหลือเกือบทุกครั้งไป

เหตุที่ผมนำเรื่องนี้ขึ้นมาเล่าแจ้งแถลงไขก็เพราะต้องการจะบอกกล่าวถึงความกรุณาปราณีมีเมตตาของเพื่อนที่ชื่อชาลี ทองอุ่น หรือ WISNU 01 เมื่อวานนี้ 24 ต.ค.56 ท่านได้กรุณาส่งเงินไปช่วยครอบครัวของเพื่อนจ้น จำนวน 1,000 บาท โดยไม่ได้แจ้งชื่อจริงให้คุณวันเพ็ญทราบว่าท่านเป็นใคร บอกแต่ว่าเป็นหนุ่ม 11 มีนิคเนมชื่อ “ WISNU 01 " อานิสงส์ผลบุญจาก “การบำเพ็ญทาน" ในครั้งนี้ ขอจงเป็นภวปัจจัยน้อมนำส่งให้ “การรักษาศีล” และ “การเจริญภาวนา” จงสัมฤทธิ์ผลแก่ท่านชาลี และขอให้เป็นทางเดินเข้าสู่นิพพานได้โดยพลันด้วยเทอญ .....
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย somanus3466 » ศุกร์ 25ต.ค.2013 07:05

ท่านชาลี มีน้ำใจงามมากครับ โดยส่วนตัวยังไม่รู้จักเพื่อนท่านนี้ ได้แต่ติดตามอ่านกระทู้ของท่านในwebนี้มาตลอดด้วยความชื่นชมในการถ่ายทอดสิ่งต่างๆที่มีเนื้อหาสาระน่าอ่านไม่ว่าการท่องเที่ยวหรือเพลงในอดีตและอื่นๆ ขอให้ท่านชาลีและครอบครัวพบแต่สิ่งดีงามและสมหวังไปตลอดชีวิตครับ.
somanus3466
มือเก๋า
มือเก๋า
 
โพสต์: 323
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ 23เม.ย.2011 23:49

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย 3111 » จันทร์ 17ก.พ.2014 22:04

ผมขอใช้กระทู้นี้น้อมนำส่งอานิสงส์บารมีที่ผมและคู่บุญบารมีของผมได้ปวารณาตนเข้าสู่ชีวกโรเสนาและชีวกโรเสนีย์ตามครรลองธรรมเทพย์ซึ่งถึงพร้อมด้วย ทาน ศีล ภาวนา ตั้งแต่วันที่ 20 ถึง 24 ก.พ.57 แด่ท่านสมาชิกเว็บไซท์หนุ่ม11ดอทคอมทุกท่าน ขอให้ทุกท่านและครอบครัวประสบความสุขความเจริญถึงพร้อมด้วยความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง ปราศจากโรคาพยาธิเบียดเบียน มีทรัพย์สินเงินทองใช้ตลอดชีวิตนี้

รูปภาพ


ขออำนาจความศักดิ์สิทธิ์แห่งหลวงพ่อทวดวัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี จงประทานพรให้ทุกท่านตามแต่จะอาราธนาขอพรจากหลวงพ่อทวด ด้วยการตั้ง นะโม 3 จบ แล้ว สวดพระคาถาขอพรหลวงพ่อทวด 9 จบ ดังนี้ :- "นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา"

รูปภาพ

รูปภาพ


ขออำนาจความศักดิ์สิทธิ์แห่งท่านพิฆเนศ วัดช้างให้ จงประทานความสำเร็จสมหวังให้บังเกิดแด่สมาชิกเว็บหนุ่ม11ดอทคอมทุกท่านด้วยเทอญ

รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย wisnu 01 » อังคาร 18ก.พ.2014 00:38

รูปภาพ


ยินดีท่านอาจารย์กับท่านแจ้ด้วยครับ ขออนุโมทนา...สาธุ
wisnu 01
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 2327
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 10มิ.ย.2011 07:06

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย 3111 » ศุกร์ 21ก.พ.2014 14:32

วันนี้โชคดีที่ได้พบกับท่านพลเอกเชวง ยังเจริญ คุณพ่อของเพื่อนอ๋อ พลเอกสิทธิชัย ยังเจริญ ที่คลีนิคผู้สูงอายุ รพ.พระมงกุฎเกล้า ผมไม่ได้เจอกับท่านนานมากแล้ว ปีนี้ท่านอายุ 95 ปี ความจำยังเป็นเลิศ ลักษณะโดยรวมมองแล้วไม่น่าจะมีอายุ 95 ปี แต่อย่างว่าเรื่องของสังขาร ไม่มีเที่ยงแท้แน่นอน เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ท่านเล่าเรื่องราวให้ผมฟังหลายเรื่อง ที่สำคัญคือเรื่องหน้าที่การงานของท่าน คือ นายกสมาคมทหารผ่านศึกไทย บุตรชาย (พี่ชายของอ๋อ) ที่มากับท่านบอกกับผมว่าท่านทำงานในหน้าที่เกือบทุกวัน ประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาร่างกายอ่อนกำลัง เส้นที่เอวยึด เลยเดินไม่ค่อยจะถนัดนัก ต้องนั่งรถเข็น

ท่านกระซิบบอกกับผมว่าเป็นมาตั้งแต่วันเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.57 ท่านต้องยืนคอยเพื่อลงคะแนนเสียงนานมาก สถานที่ลงคะแนนมีพื้นไม่เรียบจึงทำให้ท่านเคล็ดขัดยอกและเกร็งที่ขาทั้งสองข้าง และยังเล่าเรื่องราวของระบบทหารผ่านศึกเกาหลีให้ผมฟังอีกพอสมควร [ สมาคมทหารผ่านศึกไทยมีรองนายกสมาคม 2 คน คือพี่โมทย์ (พลอากาศเอก ปราโมทย์ วิมุตรเสน) และพี่โรจน์ (พลเอกไพโรจน์ นุชฉายา) มีอุปนายกอีก 3 คนมั๊ง ] น่าสนใจมากครับ เลยเก็บเกี่ยวความรู้เอาไว้ใช้ประโยชน์ต่อไปในภายหน้า ระหว่างท่านนั่งรอหมออยู่นั้น ผมก็เลยเรียนขออนุญาตแนะนำการเดินพลังเอกธาตุหรือพลังปราณ ท่านสนใจมากครับ สูดลมหายใจเข้าทางจมูกกลั้นลมหายใจและอัดลมหายใจให้นานที่สุด แล้วปล่อยลมหายใจทางปาก ท่านนั่งทำสักประมาณสิบนาที ก็สามารถเดินลมปราณได้ประมาณ 20 วินาที ท่านบอกดีมากจะจำเอาไปทำในเวลาออกกำลังกายเช้าและเย็น ผมอนุโมทนาสาธุการและส่งพลังจักรวาลให้กับท่าน ขอให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรงเพื่อเป็นร่มโพธิ์ทองให้กับครอบครัวและลูกหลานนานๆ

เพื่อนหมอหน่องกฤษฎา ดวงอุไร ได้แนะนำให้คุณพ่อเชวงพบแพทย์ณัฐพงศ์ ซึ่งเป็นแพทย์ผู้สูงอายุมือดีท่านหนึ่งของวงการแพทย์ไทย ผมเคยมีประสบการณ์กับแพทย์ท่านนี้แล้ว เก่งจริงๆครับ ท่านใดที่เจ็บป่วยไม่มีสาเหตุโรคเวรโรคกรรมลองไปหาหมอณัฐพงศ์ดูซิครับ (ผมเคยได้ยินคุณหมอบอกว่าในบางครั้งพลังจิตก็ไม่สามารถรักษากายหยาบได้เพราะความเสื่อม ต้องใช้แพทย์แผนปัจจุบันรักษาให้กายหยาบทุเลาดีเสียก่อนแล้วจึงใช้พลังจิตรักษา หรือใช้ทั้งสองพลังรักษาไปในเวลาเดียวกัน) หรือให้เพื่อนหมอหน่องประสานแพทย์ให้ แม้เกษียณราชการแล้วเพื่อนหมอหน่องยังทำงานตรวจโรคผิวหนังอยู่ที่แผนกอายุรกรรม คนละแห่งกับที่ตรวจโรคผิวหนังเดิมนะครับ เวลานอกนั้นก็นั่งทำงานอยู่ที่วังพญาไท อยู่ภายใน รพ.พระมงกุฎเกล้า คิดอะไรไม่ออกบอกกับเพื่อนหมอหน่องได้ตลอดเวลา เหมือนเดิมทุกประการครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย 3111 » อาทิตย์ 06ก.ค.2014 18:23

วันนี้ 6 ก.ค.57 เป็นวันคล้ายวันเกิดของผม ทำบุญตักบาตรหลังตื่นมาสวดมนต์ทำวัตรเช้าแล้ว ได้อุทิศผลบุญถวายแด่ทวยเทพย์ทุกชั้นภูมิ ผู้มีพระคุณทุกท่านทั้งที่มีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้ว ขุนศึกแม่ทัพนายกอง ตลอดเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทุกภพชาติ ขอให้ได้รับความสุขความเจริญ ประสบความสุขสงบตามครรลองแห่งธรรมในมิติองค์รวม ตลอดไป

ขอขอบคุณเพื่อนที่ได้เข้ามาอวยพรให้ในหน้าอวยพรวันเกิด ท่านหมอทศพล เพื่อน Ple เพื่อนโอ่ง และโทรอวยพรมาทางโทรศัพท์ เพื่อนแอ๊ว วีรากฤต คุณแอ๊ด คู่บุญท่านโอ่ง ฯลฯ ขอท่านทั้งหลายจงได้รับอานิสงส์ผลบุญจากการปฏิบัติบูชาของผมเมื่อเช้านี้ด้วยเถิด

สองทุ่มคืนนี้เป็นต้นไปผมและคู่บุญจะได้ทำบุญในสายธรรมเทพย์ไปจนล่วงเข้าวันใหม่ ผมจึงขอน้อมนำอานิสงส์ผลบุญทั้งหลายให้ทุกๆท่านจงได้รับประโยชน์และความสุข เช่นเดียวกับที่ผมพึงจะได้รับด้วยเถิด ขอขอบพระคุณเพื่อนๆและท่านที่เข้ามาในกระทู้นี้ทุกท่านครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย 3111 » จันทร์ 26ม.ค.2015 04:37


เผย 16 ศิษย์เก่าเตรียมทหาร คว้ารางวัลจักรดาวปี 58
"บิ๊กเหล่าทัพ"พรึ่บ "บิ๊กอ๊อด"ผบ.ตร.รับด้วย

วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558 เวลา 08:30:28 น.

ในวันอังคารที่ 27 มกราคม 2558 นี้ มูลนิธิศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหารได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหาร และงานเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2558 ณ โรงเรียนเตรียมทหาร ตำบลศรีกะอาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ซึ่งปีนี้ มีศิษย์เก่าเตรียมทหาร(ตท.) ได้รับเกียรติให้เป็นศิษย์เก่าเตรียมทหารดีเด่น ได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2558 จำนวน 16 คน

1. พล.ร.ท.สมหมาย ปราการสมุทร (ตท.11) อดีตที่ปรึกษากองทัพเรือ สาขาการวิจัย

2. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ (ตท.12) รัฐมนตรีว่าการกระรวงพาณิชย์ และ รองผบ.ทบ. สาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ

3.พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร (ตท.12) ผบ.สส. สาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ

4.พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ (ตท.12) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม สาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ

5.พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ (ตท.13 ) ผบ.ทร. สาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ

6.พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล (ตท.13) ปลัดกระทรวงกลาโหม สาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ

7.พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง (ตท.14) ผบ.ทอ. สาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ

8.พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ (ตท.14 )รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา สาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ

9.พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง (ตท.15) ผบ.ตร. สาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ

10.พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ( ตท.15) รองเสนาธิการทหาร สาขาเสริมสร้างเกียรติภูมิไทย

11.พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ (ตท.16) แม่ทัพภาคที่ 1 สาขาการทหาร

12.พล.ต.ท.พิสิฏฐ์ พิสุทธิศักดิ์ (ตท.16) จเรตำรวจ สาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ

13.นาวาอากาศโทสราวุฒิ สุจิตจร (ตท.20) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตอน(องค์การมหาชน) สาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

14.พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง (ตท.24) รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ

15.นาวาโทธรรมนูญ วรรณา (ตท.34) ผู้บังคับกองนายทหารนักเรียน กองการปกครอง โรงเรียนทหารนาวิกโยธิน ศูนย์การฝึกหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน สาขาการทหาร

16.พ.อ.ถิรวัฒน์ บุญเพ็ญ (ตท.35) ราชองครักษ์ประจำ กรมราชองครักษ์ สาขาพัฒนาสังคม

ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ............ถึงพี่แจ้.............

โพสต์โดย 3111 » อาทิตย์ 24เม.ย.2016 17:40


ผมหายไปจากกระทู้นี้นานพอสมควรครับ และหายไปจากเว็บนี้เกือบปี ไม่ได้โพ๊สเข้ามาเลย แถมหายหน้าไปจากวงการหนุ่ม 11 อีกเกือบสองปี ทะลึ่งโผล่มางานสังสรรค์หนุ่ม 11 เมื่อปลายปี 2558 แว่บหนึ่ง คิดถึงเพื่อนครับ

จะว่าเบื่อหน่ายวงการหนุ่ม 11 ก็ไม่ถูกทั้งหมดหรอกครับ แต่ติดภาระส่วนตัว จนยากที่จะมีเวลาไปทำโน้นนี่นั่นกับเพื่อนๆหนุ่ม 11 และครอบครัว ประกอบกับไม่มีอารมณ์จะไปไหนมาไหนด้วย เหตุผลคือ คู่บุญของผม คุณบงกชชกรป่วยกระเสาะกระแสะมาตั้งแต่ต้นปี 2557 จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่หายเลยครับ ช่วยตัวเองได้ไม่ถึง 20% นอกนั้นผมต้องดูแลเองเกือบทั้งหมด ประกอบกับเศรษฐกิจส่วนตัวผกผันไปตามเศรษฐกิจส่วนรวม ผมจึงไม่ได้จ้างผู้ดูแล ตัวเองดูแลภรรยาเอง ผมจึงแทบไม่ได้ไปไหนเลย เว้นออกไปทำมาหาเงินมาใช้จ่ายในการรักษาตัวของภรรยาและครอบครัว รวมถึงต้องพยุงองค์กรของผมและภรรยา(ศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย) ไม่ให้ปิดตัวลง ประคองเอาไว้ก่อน รอเวลาที่จะก้าวไปข้างหน้าต่อไป ระหว่างนี้ก็มีกัลยาณมิตรทั้งที่เป็นสมาชิกหนุ่ม 11 และ ผู้มีอุปการะคุณญาติมิตรที่รักชอบพอกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลผมและครอบครัว ในยามที่ผมร้องขอ ซาบซึ้งใจไม่มีลืม และจะชดใช้บุญคุณนี้ตลอดไป

เดิมนั้นคิดว่าจะไม่โพ๊สในกระทู้อีกแล้ว มีเวลาว่างนิดหน่อยก็โพ๊สในห้องแซทบ้าง ใครที่ติดตามก็คงทราบดี แต่คิดไปคิดมา เพื่อนที่ทุกข์มากกว่าเราขอร้องมาหลายครั้งแล้ว จะนิ่งเฉยก็ดูกระไรอยู่ เพื่อนคนนี้ก็คือ อดิศร สิงหัส ความเป็นมาของเพื่อนศรเป็นอย่างไร หนุ่ม 11 ทุกคนทราบดีแล้ว

นับเนื่องมาตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 23 มิ.ย.2554 เพื่อนต้อ วรเดช ได้โพ๊สชักชวนพวกเราไปให้กำลังใจเพื่อนศรในการสืบพยานโจทก์ที่ศาลทหารกรุงเทพ คราวนั้นก็มีเพื่อนห้าคนไปร่วมให้กำลังใจที่ศาลทหาร หลังจากนั้นเพื่อนต้อและผมก็ปลุกกระแสของความรักเพื่อนขึ้นมาในเว็บนี้ จนในที่สุดเพื่อนศรก็ได้กลับเข้ารับราชการทันเวลาก่อนเกษียณราชการ และได้รับบำนาญยังชีพมาจนทุกวันนี้ หลังจากไม่ได้รับเงินเดือนมานานนับสิบปี ซึ่งเรื่องนี้นับเป็นดราม่าลำดับสองสำหรับผม รองมาจากดราม่าลำดับหนึ่ง : เพื่อนเกรียงชัย และบัดนี้การสืบพยานโจทก์แบบมาราธอนก็จบลงตั้งแต่ปลายปี 2558 ทีนี้ก็มาถึงการสืบพยานจำเลยบ้างละ นัดสืบกันเดือน ก.พ. 2559 แต่ทำไปทำมาด้วยความไม่พร้อมทั้งของอัยการและทนายจำเลย ศาลทหารจึงได้เลื่อนนัดไปเป็นวันที่ 5 - 7 มิ.ย.59 แต่ในการสืบพยานโจทก์ปากสุดท้าย พวกเราไม่มีใครไปสักคน แม้แต่ผมก็ไม่ได้ไป เพื่อนต้อก็ติดงานในหน้าที่อยู่ที่ ม.ชินวัตร ไม่มีเวลามาทำหน้าที่ดั่งเดิม ผมก็ติดอยู่กับบ้าน ไปไหนไม่ได้ สงสารเพื่อนศรเหมือนกันครับ สำหรับเพื่อนคนอื่นๆไม่ต้องไปหวัง ไม่มีใครว่างและกล้าขึ้นโรงขึ้นศาล เพื่อนศรก็เข้าใจนะครับ ขอร้องผมว่า หากแจ้ไม่ว่างมาขึ้นศาลทหารในวันสืบพยานจำเลย ก็ขอให้แจ้ช่วยวางแผนกับทนายจำเลยคนใหม่ หาแนวทางการสู้คดีให้ชนะหรือยกฟ้องด้วย มิฉะนั้นหากแพ้ ติดคุกละก๊อจะเป็นเกมยาว เพื่อนฝูงเหล่า ทร.จะต้องออกเงินหารยาวชดใช้บำนาญที่เพื่อนศรรับมาสองปีแล้ว (ทนายเพื่อนศรคนเก่าถูกอัยการคนใหม่ร้องต่อศาลทหารว่า อดีตเคยเป็นอัยการคดีนี้มาก่อน จึงรู้ทางหนีทีไล่ของคดี ผิดมารยาททนายความ และจะร้องค้านต่อสภาทนายความต่อไป ผมจึงอนุญาตให้ทนายคนเก่าพ้นหน้าที่ได้ แต่ทนายก็รับปากกับผมแล้วว่า จะขออยู่เบื้องหลังทุกเวลาที่ได้รับการร้องขอ)

ผมเคยโทรไปหาท่านประธาน ทร.สามครั้ง ท่านไม่รับสายผม ผมเลยไม่โทรไปอีกเลย เพราะสิ่งแรกที่ผมไม่ชอบที่สุดคือ คนไม่รับโทรศัพท์ผมและไม่โทรกลับมา ผมก็เลยไม่รู้จะปรึกษาใคร ครั้นจะปล่อยเลยตามเลย ก็กลัวเพื่อนจะแพ้คดี ติดคุก สงสารเพื่อนศรและครอบครัว บอกตามตรงว่า ผมตั้งใจจะทำตามเพื่อนศรขอร้องอยู่แล้วละครับ แต่ต้องมีเพื่อนคอยเกาะติดคดี ต้องวางแผนการต่อสู้คดีไปในแนวทางเดียวกัน เพราะทนายจำเลยมีหลายคน แนวทางการต่อสู้นะมีอยู่แล้วละครับ แต่ใครละครับ ที่จะรับอาสาทำงานนี้เพื่อเพื่อนของเรา อดิศร สิงหัส เพื่อนทหารเรือท่านใดที่อ่านกระทู้และความเห็นนี้ ขอได้โปรดนำเรื่องนี้เข้าหารือกันในหมู่เพื่อนๆของท่านนะครับ เพราะผลกระทบจะเกิดกับท่านทุกคน หากเพื่อนศรแพ้คดี ผมก็มีเรื่องจะเรียนชี้แจงเพียงเท่านี้แหละครับ

ท่านที่เข้ามาใหม่และไม่รู้เรื่องนี้ ลองทบทวนกลางๆกระทู้นี้ ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ กับอีกกระทู้หนึ่งของเพื่อนต้อ วรเดช ด่วนที่สุด.....ขอเชิญเพื่อน ตท.๑๑ ขึ้นศาลทหารกรุงเทพ ..... โดย voradej » 21/มิ.ย./2011 14:15 อยู่ในห้องเจ็บป่วยเยี่ยมไข้ ต้องขออภัยด้วยที่สำนวนของผมไม่ดีนัก เรื้อเวทีไปนาน ผิดถูกผมรับผิดชอบเองนะครับ

ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ....ถึงพี่แจ้....

โพสต์โดย 3111 » อาทิตย์ 24เม.ย.2016 17:54

ผมนำกระทู้ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้ดูแล้วนะครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ....ถึงพี่แจ้....

โพสต์โดย 3111 » ศุกร์ 29เม.ย.2016 14:14



ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.59 จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 6 วัน มีผู้คนผ่านเข้ามาชมในกระทู้นี้ประมาณสามร้อยครั้งเศษ หนึ่งในจำนวนผู้ผ่านทางจะมีเพื่อนหนุ่ม 11 สักกี่คน เราก็ไม่รู้ได้ แต่ผมคิดว่าน่าจะมีเพื่อนหนุ่ม 11 จำนวนหนึ่งเข้ามาชม แล้วรอว่าผลจะเป็นอย่างไรกับความคิดเห็นของผม เพื่อนๆหนุ่ม 11 และ นนร.68 จะดำเนินการกันอย่างไร

วันนี้ 29 เม.ย.59 เวลา 13.00 น.ผมตัดสินใจโทรไปถามความคืบหน้าจากเพื่อนอดิศร ถามว่ามีเพื่อนโทรมาถามความคืบหน้าเรื่องคดีบ้างมั๊ย ผลคือ เงียบ ไม่มีเพื่อนคนใดมาถามอดิศรเลย เป็นไปตามที่ผมคาดเดาเอาไว้เลยละครับ ผมไม่อยากบ่นเป็นคนปากมากปากเสียเหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ ใครอยากจะช่วยเพื่อนก็ช่วย ไม่อยากช่วยก็ตามใจ หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการ ตท.11 หรือ นนร.เพิกเฉย ไม่ใยดี ก็คงไปกล่าวโทษว่าใครคงไม่ได้ หากคดีนี้ศาลทหารตัดสินให้จำเลยทั้งหมดผิด เว้นจำเลยที่ 1 ยกฟ้อง ถือว่าเป็นคราวเคราะห์กรรมของเพื่อนอดิศร สิงหัช แล้วก็พลอยดึงลากเพื่อน นนร.68 ให้มารับกรรมร่วม ลงขันหารยาวชดใช้เงินบำนาญที่เพื่อนอดิศรได้เบิกรับมา ตามที่ผมได้กล่าวมาในความเห็นข้างต้นแล้ว

ผมจะขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมของคดีนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนี้ครับ คดีนี้มีจำเลยร่วมแปดคนมั๊ง เพื่อนศรเป็นจำเลยที่ 2 ผบ.ฐท.พังงา เป็นจำเลยที่ 1 รอง ผบ.ฐท.ไม่โดนด้วยเพราะเป็นคนแจ้งเบาะแส และมีแนวโน้มว่าจำเลยที่ 1 จะหลุด เพราะไม่มีชื่ออยู่ในหลักฐานใดๆทั้งสิ้น ตลกสิ้นดี ระบบความยุติธรรมของไทย จำเลยที่ 2 ลงมาถึงจำเลยที่ 8 คงจะซวย รับเคราะห์แทนจำเลยที่ 1 และ 4 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน ผู้รับผิดชอบในการเบิกเงินทั้งหมดหลบหนี ปล่อยให้ผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบ จำเลยที่ 4 นี่แหละตัวการทั้งหมด และจะมีการซักค้านพยานโจทก์เป็น 3 ห้วง ห้วงแรก วันที่ 7,8,9 มิ.ย.59 ห้วงที่สอง วันที่ 21,22,23 มิ.ย.59 และ ห้วงที่สาม วันที่ 5 และ 6 ก.ค.59 พยานโจทก์เหล่านี้ได้เบิกพยานมาตั้งหกเจ็ดปีมั๊ง ในขั้นต้นพวกเราที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนศรมีแนวคิดที่จะต่อสู้เอาไว้แล้ว เห็นหนทางที่จะชนะคดีแน่นอน โดยทนายเพื่อนศร พ.อ.ทองพูน กับ เพื่อนต้อ วรเดช และ ผม ได้หารือกันเอาไว้แล้วแหละ กะกันว่าตอนซักค้านจะเอากันให้เต็มที่ไปเลย แต่พอเปลี่ยนอัยการของคดีนี้ใหม่ เรื่องราวกลับพลิกผัน อัยการคงกลัวแพ้มั๊งเพราะอาจจะมีประเด็นลับลมคมนัยก็ได้ จึงร้องค้านขอเปลี่ยนทนายจำเลยที่ 2 อ้างว่า เคยเป็นอัยการในคดีนี้มาก่อน ผิดแบบธรรมเนียม อะไรประเภทนี้แหละครับ เพื่อนศร ต้อ และ ผมไม่อยากมากความจึงตกลง โดยคิดว่าจะตั้งทนายความใหม่ให้เพื่อนศร ผมจึงติดต่อผ่านไปทางกรรมการสวัสดิการ เพื่อนแอ้ว วีรากฤต ให้ประสานคณะกรรมการ ตท.11 หรือ นนร.68 เพื่อขอรับเงินค่าทนายความคนใหม่ ทราบต่อมาว่า นนร.68 พร้อมจะช่วยเหลือเงินค่าทนายความแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆเลยครับ คงรอคนประสานงานมั๊ง แต่ผู้ประสานงานเดิมคือ เพื่อนต้อ และ ผม ไม่ว่างและไม่มีเวลาทำให้ครับ เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยนครับ อ้อ! เกือบลืมไปครับ สำนักงานสงเคราะห์ทางกฎหมาย กรมพระธรรมนูญ ได้กรุณาจัดทนายความทหารคนใหม่แทนทนายความที่พวกเราจัดให้ ทนายความทหาร ชื่อ พันโท ศตวรรษ ศรีทรัพย์ ว่าความฟรี ไม่เสียเงินครับ

เหตุที่ผมยังช่วยเป็นกระบอกเสียงให้เพื่อนอดิศร สิงหัช นอกเหนือจากสงสารเพื่อนศรและครอบครัวแล้ว ผมได้รับปากกับเพื่อนรักที่ตายไปแล้วสองคน คือ เพื่อนโซ่ วีระพันธ์ และเพื่อนป้อม วีระชัย ว่าผมจะดูแลช่วยเหลือเพื่อนศรจนถึงที่สุด ผมจึงต้องทำต่อไป ภายใต้ข้อจำกัดของผมเอง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเพื่อนศรได้มากน้อยขนาดไหน จึงอยากจะหาเพื่อนที่มีจิตอาสาและจิตสาธารณะ รักเพื่อนด้วยหัวจิตหัวใจ มาช่วยติดตามเรื่องนี้แทนผมและเพื่อนต้อ ไม่จำเป็นต้องเป็นทหารเรือ นนร.68 หรอกครับ เป็นเพื่อนคนใดก็ได้ บอกตามตรงว่าสภาพผมตอนนี้แทบเอาตัวเองไม่รอด น่าจะอุ้มเพื่อนศรต่อไปไม่ไหวแล้วละครับ

เพื่อนหนุ่ม 11 ท่านใดที่รับอาสาจะช่วยเพื่อนอดิศร สิงหัช กรุณาติดต่อเพื่อนศรหรือผมโดยด่วนเลยนะครับ โทรเพื่อนศร 085-4366181 หรือ ของผม 089-1490396 ถ้าไม่มีใครติดต่อมา ผมก็จะช่วยไปตามแนวทางของผมต่อไป ผลจะเป็นอย่างไร ก็คงเป็นไปตามนั้น และขอเชิญพวกท่านๆหนุ่ม 11 สำเริงสำราญไปกับความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจกันต่อไปเถอะครับ เพื่อนที่ตกทุกข์ได้ยากจะเป็นอย่างไร ช่างมัน ปล่อยมันไปตามมีตามเกิด

ขอบพระคุณท่านๆที่กรุณาอ่านมาถึงความสุดท้ายนี้ครับ

ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

Re: ....ถึงพี่แจ้....

โพสต์โดย 3111 » อังคาร 21พ.ย.2017 06:20

เช้านี้มีเวลา เปิดเข้ามาดูเว็บหนุ่ม 11 ดูคลิปทำบุญให้เพื่อนๆที่ล่วงลับไปแล้ว เข้าไปดูภาพ นตท.11 ปี 1 ที่ ple ลงเอาไว้ คิดถึงเพื่อนที่จากไป กับคิดถึงเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ระลึกถึงความเก่าประสาคนมีอายุ วันเวลาผ่านไปเร็วมากครับ

การสื่อสารก็ก้าวไกลไปลิบ เว็บนี้จึงล้าสมัยไปแล้ว เหมาะสำหรับเก็บข้อมูลมากกว่าการสนทนา เพราะไลน์กำลังมาแรงใช้ง่ายใช้คล่อง เว็บนี้จึงเงียบเหงา แม้แต่ผมก็ยังไม่ค่อยได้เข้ามาเลย แม้แต่ ple / Tui ที่ยังช่วยให้เว็บนี้ดำเนินการอยู่ต่อไป ขอบคุณเพื่อนทั้งสองคนมากครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
3111
แอดมิน
แอดมิน
 
โพสต์: 4056
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 01ม.ค.1970 07:00
ที่อยู่: SOUTH BORDER

ย้อนกลับ

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน